แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัปดาห์ที่ 4 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัปดาห์ที่ 4 แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
สรุป
ในการจัดการเรียนการสอนจะตัดสินใจว่าปัญหาในการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนนั้น เป็นปัญหาที่สามารถแก้ไขด้วยการศึกษาการวางแผนจัดการเรียนการสอนจะต้องมีการวิเคราะห์เนื้อหาสาระวิเคราะห์งานและภาระงาน การวิเคราะห์ภาระงานนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อสนองตอบความต้องการการเรียนรู้กล่าวคือการทบทวนระบบหรือกระบวนการเพื่อช่วยให้ผู้เรียนมีความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น และผู้เรียนจะได้รับภาระงานสำหรับการเรียนการสอน ส่วนภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องก็ควรจะถูกตัดออกหรือใช้วิธีอื่นที่ไม่ใช่การสอนภาระงานที่เลือกมาต้องคำนึงถึงประสิทธิผลและประสิทธิภาพ ซึ่งการจัดการเรียนรู้ที่ดีต้องแสวงหาวิธีการที่ดีที่สุดภายใต้กรอบค่าใช้จ่ายที่ได้รับ
(มีประสิทธิภาพ) และต้องสนองตอบจุดหมายของการเรียนรู้ (มีประสิทธิผล)
ไปพร้อมกันเรียน
การเรียนรู้แบบร่วมมือ
ผลของการเรียนรู้แบบร่วมมือได้รับการยืนยันจากการวิจัยทางการศึกษาวิจัยในผู้เรียนทดลองและในภาคสนาม
การศึกษาสหสัมพันธ์ที่แสดงว่าการเรียนรู้แบบร่วมมือได้ผลในห้องเรียนจริงๆสรุปว่าการวิจัยเชิงสาธิตแบ่งออกเป็น
4 กลุ่มคือ
1. การประเมินผลรวม
ได้ผลว่าการรู้แบบร่วมมือก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์
2. การประเมินผลรวมเชิงเปรียบเทียบให้ข้อสรุปว่า
การเรียนรู้แบบร่วมมือดีกว่ากระบวนการเรียนรู้แบบอื่นๆ
3. การประเมินผลระหว่างเรียนให้ผลที่จุดมุ่งหมายที่การพัฒนาการการใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ
4. การ
การศึกษาผลกระทบของการเรียนรู้แบบมีต่อผู้เรียน
การเรียนรู้แบบร่วมมืออาจใช้ได้ดีกับทุกระดับชั้นทุกเนื้อหาวิชาและทุกงานความตั้งใจความร่วมมือเป็นความพยายามของมนุษย์โดยทั่วไป
ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์ต่างๆทางการศึกษา ผลลัพธ์นี้ Johnson &
Johnson 1989 A สรุปได้เป็น 3 ประเภทคือความพยายามที่จะบรรลุผลสัมฤทธิ์
สัมพันธภาพทางบวกระหว่างบุคคลและสุขภาพจิตดังภาพประกอบที่4
ภาพประกอบที่ 4 ผลลัพธ์ของการร่วมมือ
ที่มา Johnson & Johnson
1994 The New circles of learning cooperation In the classroom and School มานพ ธรรมสาร ผู้แปลกรมวิชาการ 2546:
32
ทักษะแห่งความร่วมมือ
Johnson & Johnson 1991 ,
1994 กล่าวว่าทักษะระหว่างบุคคลหลายทักษะส่งผลต่อความสำเร็จในความพยายามด้วยกันทักษะแห่งความร่วมมือมี
4 ระดับคือ
1 .ระดับสร้างนิสัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการสร้างกลุ่มการเรียนรู้แบบร่วมมือทำหน้าที่ได้เป็นทักษะเริ่มแรกของทักษะที่
1 การจัดการเรียนรู้และกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำวิธีการที่สำคัญบางประการเกี่ยวกับทักษะระดับสร้างนิสัยดังตัวอย่างต่อไปนี้
เคลื่อนไหวในกลุ่มการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยไม่ก่อให้เกิดเสียงรบกวนเวลาทำงานกลุ่มเป็นสิ่งมีค่าจึงควรใช้เวลาในการจัดโต๊ะเก้าอี้และจัดกลุ่มการเรียนให้น้อยที่สุดตามความจำเป็น
นักเรียนอาจจำเป็นต้องฝึกการจัดกลุ่มหลายๆครั้งก่อนที่จะปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิผล
อยู่ประจำกลุ่มนักเรียนเดินไปเดินมาในช่วงที่ผมทำงานไม่ก่อให้เกิดผลดีและยังรบกวนสมาชิกกลุ่มอื่นด้วย
พูดเบาๆแม้ว่ากลุ่มการเรียนรู้ต้องอาศัยปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มแต่ไม่จำเป็นต้องใช้เสียงดังเกินไปครูอาจมอบหมายให้นักเรียนคนหนึ่งในกลุ่มเป็นผู้คอยกำกับคนอื่นให้พูดเบาๆ
กระตุ้นให้ทุกคนมีส่วนร่วมสมาชิกกลุ่มทุกคนต้องร่วมกันคิดร่วมการใช้สื่อการเรียนและมีส่วนในความพยายามให้กลุ่มบรรลุผล
การให้นักเรียนผลัดเปลี่ยนกันทำหน้าที่เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้นักเรียนทุกคนในกลุ่มมีส่วนร่วม
2. ระดับสร้างบทบาททักษะที่จำเป็นต่อการจัดกิจกรรมกลุ่มเพื่อทำงานให้สำเร็จและรักษาสัมพันธภาพในการทำงานที่มีประสิทธิผลในหมู่สมาชิกกลุ่ม
ทักษะระดับที่ 2 นี้เน้นที่การจัดการความพยายามของกลุ่มเพื่อทำงานให้สำเร็จและรักษาความสัมพันธ์ในการทำงานที่มีประสิทธิผลการทำให้สมาชิกกลุ่มจดจ่ออยู่กับการทำงานการหาวิธีดำเนินการที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลและการสร้างบรรยากาศการทำงานที่น่าพึงพอใจและเป็นมิตรนั้นถือว่าเป็นการผสมผสานอันสำคัญที่จะนำไปสู่กลุ่มการเรียนรู้แบบร่วมมือที่มีประสิทธิผล
3.ระดับสร้างระบบ
เป็นทักษะที่จำเป็นต่อการสร้างความเข้าใจระดับลึกในเนื้อหาวิชาที่เรียนเพื่อส่งเสริมให้มีกลยุทธ์การใช้เหตุผลที่มีคุณภาพสูงและเพิ่มความเชี่ยวชาญและความคงทนของความรู้ที่ได้จากงานที่ปฏิบัติทักษะระดับที่
3 นี้ทำให้เกิดกระบวนการทางสมองที่จำเป็นในการสร้างความเข้าใจที่ลึกลงไปในเนื้อหาความรู้ที่เรียนกระตุ้นการใช้กลยุทธ์การให้เหตุผลที่มีคุณภาพสูงและเพิ่มความเชี่ยวชาญและความคงทนของเนื้อหาความรู้ที่เรียน
นั่งจากความมุ่งหมายกลุ่มการเรียนรู้คือต้องการเพิ่มการเรียนรู้ของสมาชิกทักษะเหล่านี้มุ่งเป้าหมายเฉพาะไปที่การให้รูปแบบวิชาการในการจัดระเบียบความรู้ที่เรียน
ทักษะด้านระบบสามารถดำเนินไปได้ในขณะที่สมาชิกกลุ่มรับบทบาทต่างๆกันบทบาทที่สัมพันธ์กับทักษะเหล่านี้คือ
พูดสรุปย่อเป็นผู้กล่าวสรุปสิ่งที่อ่านหรืออภิปรายให้สมบูรณ์เท่าที่จะทำได้ไม่อาศัยห้ามบันทึกหรือสื่อการเรียนต้นฉบับควรสรุปข้อเท็จจริงและความคิดสำคัญทั้งหมดไว้ในการสรุปยอดด้วยสมาชิกทุกคนในกลุ่มต้องสรุปยอดจากความจำเป็นบ่อยๆเพื่อเพิ่มการเรียนรู้
ผู้แก้ไขเป็นผู้ระหว่างความถูกต้องโดยคอยแก้ไขข้อสรุปของทนายและเพิ่มเติมข้อสนเทศที่สำคัญซึ่งไม่ปรากฏในข้อสรุป
ผู้ประสานความร่วมมือเป็นผู้ประสานความร่วมมือโดยขอให้สมาชิกอื่นๆ เชื่อมโยงความรู้ที่กำลังเรียนอยู่กับความรู้ที่เรียนไปแล้วและกับสิ่งอื่นๆที่สมาชิกเหล่านั้นรู้
ผู้ช่วยจําเป็นผู้หาวิธีการที่ดีในการจดจำข้อเท็จจริงและความคิดสำคัญ
ด้วยการใช้ภาพวาดสร้างมโนภาพถือวิธีจำอื่นๆและนำมาร่วมหารือในกลุ่ม
ผู้ตรวจสอบความเข้าใจเป็นผู้ขอให้สมาชิกกลุ่มอธิบายเป็นขั้นเป็นตอนถึงเหตุการณ์ที่ใช้ในการทำงานให้สำเร็จซึ่งจะทำให้การให้เหตุผลของนักเรียนชัดแจ้งและเปิดกว้างต่อการปรับแก้และอภิปราย
ผู้ขอความช่วยเหลือเสือเป็นผู้เลือกคนที่จะคอยให้ช่วยเหลือเพื่อนในกลุ่มรวมทั้งเป็นผู้ตั้งคำถามที่ชัดเจนและตรงประเด็นและทำอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะช่วยเหลือสำเร็จ
ผู้อธิบายเป็นผู้บรรยายวิธีการทำงานให้สำเร็จจงเกี่ยวกับงานนักเรียนอื่นอื่นและลงท้ายด้วยการขอให้นักเรียนอื่นบรรยายสาธิตวิธีการทำงานให้สำเร็จ
ผู้ให้ความสะดวกในการอธิบายเป็นผู้ขอให้สมาชิกกลุ่มวางแผนที่จะสอนเนื้อหาความรู้ให้นักเรียนผู้อื่นโดยละเอียดการวางแผนวิธีการถ่ายทอดความรู้ที่ดีที่สุดมีผลต่อคุณภาพของกลยุทธ์การให้เหตุผลและความคงทนของความรู้
4. ระดับสร้างเสริมทักษะที่จำเป็นต่อการส่งเสริมการรับรู้เหตุผลในสิ่งที่เรียนความขัดข้องด้วยการรู้คิดการค้นหาความรู้เพิ่มเติมและการสื่อสารกันด้วยหลักเหตุผลเมื่อมีการสรุปผลทักษะแห่งความร่วมมือระดับที่
4 ที่ทำให้นักเรียนสามารถเข้าร่วมในการโต้แย้งทางวิชาการได้ประเด็นสำคัญที่สุดบางประการของการเรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อสมาชิกกลุ่มท้าทายการสรุปผลและการให้เหตุผลของกันและกันอย่างคล่องแคล่วการโต้แย้งทางวิชาการทำให้สมาชิกกลุ่มเจาะลึกในเนื้อหาความรู้ที่เรียนระดมหลักเหตุผลในข้อสรุปคิดแปลกแยกเกี่ยวกับปัญหาหาข้อสนเทศเพิ่มเติมสนับสนุนจุดยืนของตนและอภิปรายโต้แย้งอย่างสร้างสรรค์เกี่ยวกับการเลือกการแก้ปัญหาและการตัดสินใจทักษะที่เกี่ยวกับการโต้แย้งทางวิชาการ
การสานสร้างความรู้จากสังคม
Toffler
1980 กล่าวถึงพัฒนาการทางสังคมมนุษย์จากสังคมเกษตรกรรมมาสู่สังคมอุตสาหกรรมและสังคมสารสนเทศ
พัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศเรียกกันในชั้นแรกว่าสังคมสารสนเทศต่อมาผู้คนในสังคมที่มีปัญญาสามารถจัดการความรู้ได้สังคมสารสนเทศก็กลายเป็นสังคมฐานความรู้การพัฒนาเทคโนโลยีไร้สายเป็นผลให้แนวทางในการจัดการศึกษาจำเป็นต้องให้สมาชิกในสังคมให้พร้อมรับสังคมฐานความรู้
การศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางที่กล่าวกันในการจัดการศึกษานั้น
ต้องเกิดจากความเข้าใจผู้เรียนและสภาพแวดล้อมของผู้เรียน เพื่อสร้างกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับศักยภาพของผู้เรียนและองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องเช่นการจัดกระบวนการเรียนรู้
สื่อในการเรียนรู้การศึกษาทฤษฎี Social constructivismมีความเหมาะสมมากสำหรับสังคมสารสนเทศโดยเฉพาะสังคมฐานความรู้เนื่องจากผู้เรียนสามารถเรียนรู้เรื่องต่างๆจากแหล่งความรู้ที่หลากหลายหากโดยเฉพาะสังคมฐานความรู้
เนื่องจากผู้เรียนสามารถเรียนรู้เรื่องต่างๆจากแหล่งความรู้ที่หลากหลาย
หากสถานศึกษาจัดสภาวะแวดล้อมให้สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้จากเครือข่ายสารสนเทศ
สุดาพร ลักษณียนาวิน 2550 ได้เสนอกระบวนการเรียนการสอนตามแนวทฤษฎีการสานสร้างความรู้จากสังคมดังนี้
|
ทฤษฎี
|
วิธีการเรียนการสอน
|
เครื่องมือและสภาพกายภาพ
|
|
การสานสร้างความรู้จากสังคม
|
การเรียนรู้แบบปัญญาเป็นฐาน
การเรียนรู้แบบพลังงานเป็นฐาน
การเรียนรู้แบบเชิงรุก
การเรียนรู้วิจัยเป็นฐาน
การเรียนรู้แบบทีมเป็นฐาน
การเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน
|
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน
เครือข่ายออนไลน์
วิกิเทคโนโลยี
ห้องเรียนไร้โต๊ะ
แนวใหม่
|
การศึกษาตามแนวทฤษฎีการสานสร้างความรู้จากสังคม หลักสูตรจะเป็นตัวกำหนดสิ่งที่จะเรียนรู้โรงเรียนและผู้สอนจะกำกับการเรียนรู้
เรียนและผู้สอนจะช่วยกันคิดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับสภาพสังคม
วิธีการเรียนการสอนแบบนี้ต้องรวมพลังในการสอนทั้งการเตรียมการ
เวลาในการค้นคว้าหาข้อมูล
เวลาในการทำกิจกรรมและเวลาที่ต้องมีให้แก่กันระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียนและผู้เรียนกับผู้สอน
เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต
กิจกรรมการเรียนเป็นเรื่องที่ผู้เรียนเป็นผู้กำกับดูแลเองผู้เรียนเป็นผู้สารสร้างความรู้ในบริบทของคำถามและโจทย์ที่มีให้ตอบไม่รู้จบ
เครื่องมือและสภาพทางกายภาพของห้องเรียน
มีการออกแบบห้องเรียนที่ช่วยให้ผู้เรียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสื่อกับเพื่อนและกับผู้สอน
อัธยาตมวิทยา : ความรู้ที่เกี่ยวกับจิตใจของคน
นิรมล ตีรณสาร สวัสดิบุตร( 2548:
7- 8) ได้กล่าวไว้ว่าหนังสืออัธยาตมวิทยาหมายถึงความรู้เกี่ยวกับจิตใจของคน
ซึ่งเป็นความรู้ที่เป็นครูจำเป็นต้องรู้เพราะทำงานกับคน
เป็นตำราวิชาครูของกรมศึกษาธิการ เขียนโดย คุณจรัสชวนะพันธ์ พิมพ์เผยแพร่ในปี ร.ศ.
125 อาจารย์ผู้สอนวิชาจิตวิทยาการศึกษาในสถาบันผลิตครูควรอ่านและเชิญชวนให้นิสิตนักศึกษาอ่านด้วยและเสนอแนวคิดเพิ่มเติมว่าในการเขียนตำราควรอ่านและปรับปรุงตำราให้ทันสมัยเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสม
พยายามให้ได้ใจความและเลือกสรรเฉพาะที่จำเป็นสำหรับครูจริงๆตลอดจนการใช้วิธีเขียนและภาษาที่เข้าใจง่ายเช่นเดียวกับตำราอัธยาตมวิทยาแสดงตัวอย่างไว้หนังสืออัธยาตมวิทยาแบ่งเป็นตอนใหญ่ๆ
1 วิทยาศาสตร์แห่งร่างกายและวิทยาศาสตร์แห่งจิตใจครูที่ดีจะต้องรู้อาการของจิตใจนักเรียนให้ละเอียด
เหมือนแพทย์ที่ดีต้องดูอาการของร่างกายคนไข้
2. ลักษณะทั้ง
3 ของจิตใจ(ความสะเทือนใจ ความรู้ ความตั้งใจ)มีการแบ่งชั้นของความเจริญของจิตใจไว้ตามชั้นคือ อายุ 1-7
ปี 7-14 ปีและ 14-21 ปีซึ่งเป็นช่วงอายุของคนมีลูกศิษย์ของครูอาจารย์
3. ความสนใจ
มี 2 ชนิดคือที่เกิดขึ้นเองและที่ต้องทำให้เกิดขึ้น
4. ความพิจารณาการเปรียบเทียบเห็นชัดเจนว่าเด็กในกรุงเทพกับเด็กบ้านนอกมีความพิจารณาต่างกันอย่างไร
และครู เด็กทั้ง 2 พวกนี้ควรส่งเสริมเด็กต่างกันอย่างไร
นอกจากนี้ยังมีข้อแนะนำที่น่าสนใจสำหรับครูในการสอนวิชาต่างๆ เช่น ภูมิศาสตร์ ไวยากรณ์ พงศาวดาร การเขียนลายมือและวาดรูป
5. ความเจริญของอาการทั้งห้า(รู้สึก
เห็น ฟัง ชิม ดม
)การกล่าวถึงหน้าที่ของครูให้หัดอาการทั้ง 5 และบอกวิธีหัดอาการบางชนิดไว้ด้วย
เช่น หัดให้รู้จักสี หัดให้รู้จักรูป หัดให้รู้จักหนทางไกล
หัดให้รู้จักรูปด้วยการสัมผัส หัดอาการตามด้วยการอ่าน-ด้วยเพลง
หัดอาการดมและอาการชิม
6. ความจำมีเรื่องลืมสนิทและลืมไม่สนิท
จำได้และนึกออก ชนิดของความจำและเรื่องที่ครูควรอ่านเป็นอย่างยิ่ง คือ สิ่งที่ครูควรถึงเป็นหลักในเวลาจะให้นักเรียนจำ
สิ่งที่ควรให้นักเรียนท่องขึ้นใจและสิ่งที่ไม่ควรให้นักเรียนท่อง
7.ความคิดคำนึง
วิธีฝึกหัดความคิดคำนึงให้ดีขึ้นมีการเสนอว่าบทเรียนที่ควรฝึกหัดความคิด
คำนึงของเด็กให้ดีที่สุดคือ พงศาวดารและภูมิศาสตร์ และแม้แต่หนังสือเรื่องยักษ์หรือผีสางเทวดาที่ผู้ใหญ่เห็นว่าไร้สาระก็ช่วยหัดให้เด็กมีความคิดคำนึงได้
8. ความตกใจเกิดจากอาการ
2 อย่าง คือ
การเปรียบเทียบและการลงความเห็นมีตัวอย่างบทเรียนที่ช่วยฝึกหัดความตกลงใจ เช่น
การเขียนหนังสือและวาดรูปบทเรียนสำหรับหัดมือการกระจายประโยคตามไวยากรณ์ เลข
การเล่นออกแรง
9. ความวิเคราะห์มีการแสดงตัวอย่างวิธีสอน
2 แบบคือ แบบคิดค้นและแบบคิดสอบ
มีการเปรียบเทียบให้ดูว่าคิดค้นกับคิดศอกต่างกันอย่างไรและมีประโยชน์แก่การศึกษาต่างกันอย่างไร
ครูจะได้เลือกว่าเมื่อใดควรให้นักเรียนคิดค้น เมื่อใดให้คิดสอบ
และมีตัวอย่างวิธีสอนเรื่องกริยาวิเศษที่แสดงขั้นตอนการสอนให้ดู 11 ขั้นตอนซึ่งเป็นการคิดค้นและต่อด้วยอีก 2 ขั้นตอนซึ่งเป็นการคิดสอบการใช้วิธีสอนรวมกันทั้งคิดค้นและคิดตอบเช่นนี้
ท่านเรียกว่าวิธีสำเร็จและบอกว่าเป็นวิธี กว่าวิธีอื่นๆ
10. ความเข้าใจมีการให้ตัวอย่างคำจำกัดความลักษณะแห่งความเข้าใจและบอกวิธีสอนที่จะทำให้เด็กเข้าใจได้ดีซึ่งเป็นสิ่งที่ครูทุกคนปรารถนาวิชาอัธยาตมวิทยาต่อมาเป็นวิชาจิตวิทยาในหลักสูตรผลิตครูในหลายสถาบันคือเรียนรู้หลักสูตรวิชาจิตวิทยาที่จะเป็นประโยชน์ในการเรียนการสอน
การปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากร
นักเรียนโดยทั่วไปกำหนดมีจำนวนผู้เรียนประมาณห้องกลุ่มละ
30 คนสอนและผู้เรียนจะได้มีปฏิสัมพันธ์อย่างทั่วถึงและกระบวนการจัดการเรียนการสอนเป็นทางการ
เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงจำนวนผู้เรียนเพิ่มขึ้น
เป็นผลชั้นเรียนขนาดเล็กกลายเป็นชั้นเรียนขนาดใหญ่ ผู้สอนในสถาบันอุดมศึกษาที่รับผิดชอบต่อชั้นเรียนขนาดใหญ่ได้แบ่งกลุ่มชั้นเรียนขนาดเล็กโดยมีผู้ช่วยสอนหรือไม่มีผู้ช่วยสอนก็ใช้เทคโนโลยีมาใช้ในการสอน
(มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบและเทคนิคการเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องกับผู้สอน
ประจำห้องปฏิบัติการ ห้องเทคโนโลยีที่ทันสมัย)ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน
ในการจัดการเรียนการสอนควรมีการปรับเปลี่ยนจากมีข้อจำกัดของทรัพยากรอันเป็นผลจากพัฒนาการทางสังคมช่วยปรับวิธีการเรียนการสอน
เครื่องมือและสภาพกายภาพ ผู้สอนจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับจิตใจของคน
การจัดการเรียนรู้เชิงสังคม และการเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นต้น
การสอนเพื่อความเข้าใจ : การออกแบบการเรียนรู้แบบย้อนหลับ
การกำหนดจุดมุ่งหมายที่พึงประสงค์ในการสอนเพื่อความเข้าใจคือจะพิจารณาว่านักเรียนมีความรู้พื้นฐานที่เป็นสิ่งที่มีคุณค่ารู้อะไรบ้างแล้ว
จากนั้นกำหนดขอบข่ายแคบลงหน้านักเรียนควรมีสิ่งที่จำเป็นต้องรู้และจำเป็นต้องทำ
ในเรื่องใด และควรทำอะไรบ้าง ควรมีความเข้าใจที่ยั่งยืนอะไรบ้าง
ผู้จะต้องพิจารณาวิธีการประเมินซึ่งจะสะท้อนให้เห็นว่ากิจกรรมการเรียนการสอนต้องลุ่มลึกกว่าที่ผ่านมาเป็นอย่าง(ระบุหลักฐานและเกณฑ์ในการประเมินผลชัดเจน)จึงจะสามารถพัฒนาให้เกิดความเข้าใจในระดับที่ลึกซึ้ง
วิธีการที่จะช่วยให้ครูมีความชัดเจนในเรื่องจดหมายและออกแบบให้มีความสอดคล้องกันระหว่างกิจกรรมการเรียนและจุดมุ่งหมายที่พึงประสงค์
การออกแบบย้อนหลังจะมี 3 ขั้นตอนดังนี้
1.การกำหนดจุดมุ่งหมายในการจัดการเรียนรู้
2. การกำหนดหลักฐานที่แสดงว่านักเรียนได้บรรลุจุดหมายการเรียนรู้ที่กำหนดไว้
3. การวางแผนจัดประสบการณ์การเรียนรู้
การกำหนดจุดหมายในการจัดการเรียนรู้
สอนจะพิจารณาว่าผู้เรียนมีความรู้พื้นฐานที่เป็นสาระสำคัญและรู้อะไรกำหนดของทาร่านักเรียนจำเป็นต้องรู้สาระอะไรและจะต้องทำอะไรได้
ผู้เรียนควรทำความเข้าใจในเรื่องใด ควรทำอะไรได้บ้าง
และควรมีความเข้าใจที่ลุ่มลึกและยังยืนในเรื่องใด Wiggin ได้เสนอเกณฑ์พิจารณากำหนดจุดหมาย 4 ประการได้แก่
1.จุดหมายในการจัดการเรียนรู้นั้น
เป็นประเด็นที่จะมีคุณค่านอกบริบทการเรียนการสอนในห้องเรียนหรือไม่
ความเข้าใจที่ยั่งยืนต้องไม่เป็นเพียงข้อมูลหรือทักษะ เฉพาะเครื่องเท่านั้น
แต่จะต้องเป็นเรื่องหลัก ประเด็นหลัก
ที่สามารถนำไปปรับประยุกต์ในสถานการณ์อื่นๆนอกห้องเรียน
2. จุดมุ่งหมาย
ในการจัดการเรียนรู้นั้น เป็นหัวใจของศาสตร์ ที่เรียนหรือไม่
นักเรียนควรมีโอกาสผ่านกระบวนการของศาสตร์นั้นๆเกิดขึ้นได้อย่าง
3. จุดมุ่งหมายในการจัดการเรียนรู้นั้น
ต้องมีการดูแลเป็นพิเศษ เพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจเพียงใด
มีเนื้อหาสาระเป็นจำนวนมากที่ซับซ้อน ยาก
และเป็นนามธรรมเกินที่นักเรียนจะเข้าใจได้ด้วยตนเอง หัวข้อเหล่านี้
นี้ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ และควรบรรจุในการเรียนการสอนมากกว่าเนื้อหาที่เข้าใจ
ง่าย นักเรียนอาจเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
4. จุดหมายในการจัดการเรียนรู้นั้น
เพื่อต่อการมีส่วนร่วมของนักเรียน มีหลายหัวข้อ
รายกิจกรรมที่นักเรียนสนใจตามวัยอยู่แล้ว สามารถเลือกมาใช้เพื่อเป็น ประตู
ไปส่งเรื่องอื่นที่ใหญ่กว่าหากสามารถเชื่อมโยงเรื่องที่เรียนไปสู่เรื่องที่นักเรียนสนใจ
จะช่วยทำให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าต่อเนื่องด้วยตนเองต่อไป
แผนการจัดการเรียนรู้
เมื่อมีความชัดเจนเกี่ยวกับจุดหมายการเรียนรู้และหลักฐานที่เป็นรูปประธรรมแล้วผู้สอนสามารถวางแผนการจัดการเรียนรู้ได้
โดยอาจตั้งคำถามดังต่อไปนี้
อี๊ความรู้และทักษะอะไรจะช่วยให้นักเรียนมีความสามารถตามจุดหมายที่กำหนดไว้
กิจกรรมอะไรจะช่วยพัฒนานักเรียนไปสู่จุดหมายดังกล่าว
สื่อการสอนจึงจะเหมาะสมสำหรับกิจกรรมการเรียนรู้ขั้นต้น
การออกแบบโดยรวมสอดคล้องและลงตัวหรือไม่
การออกแบบและพัฒนาภาระงาน
Herman,(1992 อ้างถึงในชอบลีซอ (2555)การประเมินตามสภาพจริง สำนักทดสอบทางการศึกษา
กระทรวงศึกษาธิการ)การออกแบบและพัฒนาภาระงาน ต้องอาศัยหลักวิชา การวิเคราะห์
ความคิดสร้างสรรค์และความเชี่ยวชาญในเนื้อหาสาระในระดับมืออาชีพขั้นตอนการสร้างภาระงานมีดังนี้
1.การระบุความรู้และทักษะที่ผู้เรียนจะเรียนรู้จากการปฏิบัติงาน
โดยเริ่มจากพิจารณาและวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ในหลักสูตร ผลการเรียนที่คาดหวัง
หรือวัตถุประสงค์การเรียนรู้ เพื่อที่จะสามารถระบุขอบเขตและประเภทความรู้ ทักษะ
และคุณลักษณะที่พึงประสงค์
ผู้สอนควรตั้งปัญหาถามตัวเอง 5 ข้อเพื่อที่จะระบุหรือกำหนดความรู้และความสามารถที่ผู้เรียนจะได้รับการปฏิบัติภาระงานคือ
1. ทักษะทางปัญญาและคุณลักษณะที่สำคัญที่ต้องการให้ผู้เรียนได้ฝึกและพัฒนาคืออะไรเช่น
การสื่อสารด้วยการเขียนอย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพ
การวิเคราะห์ประเด็นปัญหาโดยให้ข้อมูลขั้นปฐมภูมิและจากเอกสารอ้างอิง
การใช้หลักพีชคณิตเพื่อแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวัน เป็นต้น
2. ทักษะและคุณลักษณะทางสังคมและจิตพิสัยที่ต้องการพัฒนาให้ผู้เรียนคืออะไร
เช่น การทำงานโดยอิสระ การปฏิบัติโดยร่วมมือกับผู้อื่น
ความมั่นใจในความสามารถของตน และการรู้จักรับผิดชอบ เป็นต้น
3. ทักษะความคิดระดับสูงและอภิปัญญา ที่ต้องการพัฒนาให้ผู้เรียนคืออะไร เช่น
การใคร่ครวญ ตรึกตรอง
ทบทวนกระบวนการทำงานของตน(ผู้เรียน)การประเมินประสิทธิภาพของกลไกวิธีที่ตน(ผู้เรียน)ใช้
การพิจารณาและประเมินความก้าวหน้าของตนเอง(ผู้เรียน)เป็นระยะๆ เป็นต้น
4. ความสามารถที่ต้องการให้ผู้เรียนมีความสามารถอะไร เช่น
ความสามารถในการวางแผนศึกษาค้นเพื่อหาคำตอบให้กับประเด็นปัญหาที่กำหนดให้
ความสามารถจำแนกประเภทปัญหาที่สามารถใช้หลักการทางเรขาคณิตแก้ไขได้
การแก้ปัญหาที่ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องแน่ชัด เป็นต้น
5. หลักการทางวิชาการและความคิดรวบยอดที่ต้องการให้ผู้เรียนสามารถประยุกต์ใช้คืออะไร
เช่น การใช้หลักการทางนิเวศวิทยากำหนดแนวปฏิบัติในการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
การใช้หลักคณิตศาสตร์ไตรยางค์ในการแก้ปัญหาหรือการซื้อขาย เป็นต้น
2. ออกแบบภาระงานที่ผู้เรียนต้องความรู้และทักษะ(จากข้อ
1) ลักษณะสำคัญของงานคือต้องกระตุ้นหรือสร้างแรงจูงใจให้กับผู้เรียน
มีความท้าทาย แต่ไม่ยากเกินไปจนผู้เรียนทำไม่ได้
และในขณะเดียวกันต้องครอบคลุมสาระสำคัญทางวิชาและทักษะที่ลึกซึ้ง
เพื่อให้สามารถนำผลการประเมินไปใช้ได้อย่างสมเหตุสมผลและน่าเชื่อถือ
Herman et al.(1992)ได้เสนอประเด็นคำถามสำคัญเพื่อให้ ผู้สอนพิจารณาในขั้นตอนนี้ คือ
1. เวลาจะต้องใช้เวลาเท่านั้น
ผู้เรียนจะพัฒนาความรู้และทักษะที่เป็นเป้าหมายของการปฏิบัติงานในระยะเวลาเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม
เนื่องจากการพัฒนาความคิดรวบยอดที่สำคัญและทักษะกระบวนการคิดระดับสูง
ความรู้ทักษะมักจะใช้เวลาในการเรียนรู้ยาวนานพอสมควรผู้สอน/ผู้ออกแบบควรจะกำหนดเวลาที่เหมาะสมตามประเภทของสาระสำคัญและความลึกซึ้งของทักษะ
และวัยระดับชั้นเรียนหรือพัฒนาการด้านสติปัญญาของผู้เรียน
2. จะมีหลักการอย่างไรในการเลือกความรู้ ทักษะ
และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่มีจำนวนมากและหลากหลาย
เพื่อให้เหมาะสมกับระยะเวลาที่กำหนด
หลักการสำคัญคือพัฒนาจากมาตรฐานการเรียนรู้ให้ความสำคัญกับความรู้ ทักษะ
และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตรสถานศึกษา
และความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่มี
การใช้ประโยชน์ที่กว้างขวางและใช้ได้ในสถานที่หลากหลาย
3. พิจารณาโลกแห่งความเป็นจริง ผู้สอน/ผู้ออกแบบควรให้ความสำคัญต่อความรู้
ทักษะและคุณลักษณะที่สอดคล้องกับความเป็นจริง
ไม่ควรให้ความสนใจกับสิ่งที่เป็นเพียงอุดมคติแต่ไม่สามารถบรรลุได้ในความเป็นจริง
3. การกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนหรือเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจน
เป็นปรนัย เป็นที่ยอมรับ
และสามารถสะท้อนให้เห็นถึงระดับของผลสัมฤทธิ์ทางด้านความรู้ ทักษะ
และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ เกณฑ์การให้คะแนนส่วนมากมักจะอยู่ในตาราง 2 มิติประกอบด้วย
ส่วนหัวของ Rows จะแสดงระดับคุณภาพของความรู้
ทักษะหรือความสามารถของแต่ละ Column จำนวน Rowsจะขึ้นอยู่กับจำนวนของระดับ คุณภาพที่ต้องการใช้ และส่วนมากจะอยู่ระหว่าง 2
ถึง 3 ระดับ
ช่องแต่ละช่องในตารางคำบรรยายถึงระดับคุณภาพแต่ละระดับของความรู้
ทักษะ หรือความสามารถที่ประเมินภาระงานแต่ละชิ้นควรจะมีเกณฑ์การประเมินเฉพาะตัว
เกณฑ์การประเมินที่ออกแบบมาอย่างดีจะให้ข้อมูลแก่ผู้เรียนว่าจะต้องแสดงความสามารถด้านใดออกมาในระดับใดซึ่งจะได้คะแนนเท่าไหร่
เกณฑ์การประเมินอย่างเป็นเครื่องมือให้ผู้สอนสามารถประเมินผู้เรียนอย่างเป็นปรนัยและได้ผลการประเมินที่น่าเชื่อถือ
นอกจากนี้
ควรจะมีตัวอย่างผลงานพร้อมทั้งระดับคะแนนแต่ละด้านให้นักเรียนได้ศึกษาประกอบด้วย
หมายเหตุ
ผู้สอน/ผู้ออกแบบควรจะภาระงานไปทำการตรวจสอบทบทวน และนำไปทดลองใช้ในภาคสนาม
นำผลกลับมาศึกษาวิเคราะห์ และปรับปรุงแก้ไขก่อนนำไปใช้ในสถานที่จริงต่อไป
การวิเคราะห์สาระการเรียนรู้
การวิเคราะห์สาระการเรียนรู้จะเป็นการจำกัดขอบเขตของเรื่องที่จะนำมาสอนกับเรื่องที่ไม่ต้องนำมาสอนซึ่งมีความสำคัญยิ่งในปัจจุบันเนื่องจากหนังสือเรียนบรรจุสารสนเทศไว้มากเกินกว่าที่จะนำมาสอนอย่างมีประสิทธิผลในระยะเวลาหนึ่งภาคเรียน
ควรยึดหลักว่า เพื่อเป็นผลดีต่อ
การเรียนรู้จริงๆๆของผู้เรียนสื่อการเรียนรู้ที่จำเป็นถึงแม้ว่าจะน้อยแต่ก็ดีกว่าสื่อเรียนรู้ขนาดใหญ่
แต่ไม่ได้ช่วยให้ประสบความสำเร็จในการเรียน
วิเคราะห์สาระการเรียนรู้
เนื้อหาสาระที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์
อาจจะแบ่งได้หลายลักษณะ เช่น กาเย่และบริกส์ กำหนดสาระการเรียนรู้ดังนี้
1. ข้อมูลที่เป็นความรู้
2. เจตคติ
3. ทักษะ
เดคโค
สาระการเรียนรู้ตามจุดประสงค์เป็น
1. ทักษะ
2. ความรู้ที่เป็นข้อมูลธรรมดา
3. ความคิดรวบยอดและหลักการ
4. การแก้ปัญหาการสร้างสรรค์และการค้นพบ
วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
การวิเคราะห์ภาระงาน(Task Analysis)
บทที่
3
วิเคราะห์ภาระงาน
(Task
Analysis)
T : วิเคราะห์ภาระงาน
ศึกษาข้อมูลต่างๆ เพื่อให้ได้ความรู้ (knowledge)ทักษา (Skill) และเจตคติ (Attitude)ที่เกี่ยวข้อง
เพื่อการอธิบายภาระงานหรือกิจกรรมที่ช่วยนำทางผู้เรียนไปสู่จุดหมายการเรียนรู้
การวิเคราะห์งานจะเขียนแสดงความสัมพันธ์ด้วย KSA diagram คือ
Knowledge-Skill Attitude การวิเคราะห์ภาระงานเป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์การเรียนการสอน
ซ้ำประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ
1.ตัดสินใจให้ได้ว่าเป็นความต้องการในการสอน
มีภาระที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน
2.ต้องการความชัดเจนว่าต้องเรียนรู้เรื่องใดมาก่อน
จึงจะนำไปสู่คาดหวัง
3.การประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียน
จากขั้นที่ 2บอกให้รู้ว่าผู้เรียนจะต้องเรียนรู้และวัดผลในเรื่องใด
การวิเคราะห์ภาระงาน
การวิเคราะห์ภาระงานคล้ายคลึงกันกับการวิเคราะห์งานแต่มีระดับของการวิเคราะห์อยู่ที่รายละเอียด-หน่อยย่อย
การวิเคราะห์งานทำได้โดยการจำแนกงานออกเป็นภาระงานหลายภาระงาน จากนั้นการวิเคราะห์ภาระก็จะวิเคราะห์ย่อยลงถึงส่วนประกอบ
โดยใช้คำถามในการวิเคราะห์เช่นเดียวกันกับการวิเคราะห์งาน ดังนี้
ส่วนประกอบของแต่ละภาระงานคืออะไร
ส่วนประกอบแต่ละส่วนสามารถนำมาเรียงลำดับด้วยอะไรบ้าง
ส่วนประกอบแต่ละส่วนใช้เวลาเท่าไร
ขั้นตอนที่จำเป็น(critical
steps) คืออะไร และเส้นทางวิกฤติ (critical paths)
ขั้นตอนที่จำเป็นหมายถึงภาระงานที่ไม่สามารถข้าม
ละเว้นไม่ต้องปฏิบัติภาระงานนั้นมิฉะนั้นจะมีผลเสียต่อผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้น
สืบเนื่องมาจากผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นปัจจัยป้อนให้กับขั้นตอนต่อไปส่วนเส้นทางวิกฤติเป็นผลแต่เนื่องจากขั้นตอนที่จำเป็น
เส้นทางวิกฤติมีผลต่อโอกาสที่จะประสบผลสำเร็จของงานได้และในทำนองเดียวกันก็อาจเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งก็ได้
การตัดสินใจเลือกภาระงานต้องคำนึงถึงประสิทธิผลและประสิทธิภาพ
ซึ่งโปรแกรมที่ดีต้องแสวงหาวิธีการที่ดีที่สุดภายใต้กรอบค่าใช้จ่ายที่ได้รับ
และต้องสนองจุดมุ่งหมายของการเรียนรู้ไปพร้อมกันการเลือกภาระงานอาจแบ่งภาระงานได้เป็น
3 กลุ่ม คือ
1.กลุ่มภาระงานที่จัดไว้สำหรับการเรียนแบบปกติ
2.กลุ่มภาระงานที่จัดไว้สำหรับการฝึกอบรมขณะปฏิบัติงาน
3.กลุ่มภาระงานที่ไม่จัดไว้ทั้งการเรียนแบบปกติหรือการฝึกอบรมขณะปฏิบัติงาน
เช่น ชุดการศึกษาด้วยตนเอง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
บล็อกนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา การจัดการการเรียนรู้และการจัดการชั้นเรียน โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิจิตรา ธงพานิช ผู้จั...
-
บทที่ 3 วิเคราะห์ภาระงาน ( Task Analysis ) T : วิเคราะห์ภาระงาน ศึกษาข้อมูลต่างๆ เพื่อให้ได้ความรู้ ( knowledge )ทักษา ( Skill ) และ...
-
รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาด้านจิตพิสัย 2 . รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาด้านจิตพิสัย ( Affective Domain ) รูปแบบการเรีย...
-
การทดสอบ เป็นการนําข้อของคําถามที่สร้างขึ้นไปกระตุ้นให้ผู้เรียนแสดงพฤติกรรมตามที่ต้องการ ออกมา โดยสามารถสังเกตและวัดได้ การทดสอบนี้มักจะ...
